วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

การสะกดคำ

การสะกดคำ


การสะกดคำให้ถูกต้องมีความสำคัญในการเขียนทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นการเขียนที่เป็นทางการ หรือการเขียนระหว่างบุคคลที่คุ้นเคย เพราะข้อความที่สะกดผิดอาจทำให้การสื่อสารไม่ชัดเจน ต้องเสียเวลาตรวจสอบและผู้อ่านมักเสื่อมความเชื่อถือผู้เขียนก็ได้
การเขียนหนังสือในปัจจุบัน เรายึดถือพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 เป็นมาตรฐานส่วนคำใหม่ๆที่ยังไม่บรรจุในพจนานุกรมก็ควรดูแบบอย่างจากแหล่ง อ้างอิงอื่นๆที่เชื่อถือได้เช่น หนังสือราชกิจจานุเบกษา แถลงการณ์ของคณะสงฆ์ แถลงการณ์ ประกาศ และเอกสารอื่นๆของทางราชการ
การใช้ น ณ น และ ณ มีวิธีการใช้อย่างกว้างขวาง ต้องอาศัยการสังเกตและจดจำจึงจะสามารถเขียนคำได้ถูกต้องสังเกตได้ ดังนี้
การใช้ น
1.ใช้เขียนคำไทยแท้ เช่น นั่ง นอน นาน นิ้ว นอก ฯลฯ
2 .ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาบาลีสันสกฤตมาแต่เดิม เช่น ชนก ชนนี สถาน นคร นิพพาน นภา ฯลฯ
3. ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาอื่น เช่น บุหลัน นีออน ไนลอน ระเด่น เบนซิน โน้ต ฯลฯ
การใช้ ณ
1. ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาบาลี เช่น ญาณ กัณหา จัณฑาล มาณพ มณี ฯลฯ
2. ใช้เขียนคำที่มาจากภาษาสันสกฤต ที่มีตัว ร ฤ ษ นำหน้าเสียงนอ เช่น อรุณ กฤษณา ตฤณมัย โฆษณา ฯลฯ
3.ใช้เขียนคำไทย เช่น ณ ฯพณฯ
4.การประวิสรรชนีย์
คำในภาษาไทยที่อ่านออกเสียงอะ มีทั้งประวิสรรชนีย์และไม่ประวิสรรชนีย์ จึงมักเกิดปัญหาทางด้านการเขียนอยู่เสมออีกทั้งคำที่ออกเสียงอะบางคำออก เสียงอะเต็มเสียง บางคำออกเสียงอะไม่เต็มเสียงเช่น คำว่า ทะลุ ไม่ได้ออกเสียงอะเต็มเสียง จึงจะใช้เสียงที่ออกเป็นหลักในการเขียนไม่ได้ ดังนั้นนักเรียนจึงต้องใช้วิธีสังเกตและจดจำคำที่เขียนถูกจากเอกสารที่เชื่อ ถือได้
ในภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนหนึ่งที่ออกเสียง "ซ" แต่เขียนเป็น 2 รูป คือ "ซ" และ "ทร" 

หลักการใช้ "ซ"และ "ทร" มีดังนี้
1. คำไทยแท้ที่ออกเสียง ซอ มักใช้ "ซ" เช่น ซด ซน ซบ ฯลฯ
2. คำที่รับมาจากภาษาเขมรซึ่งในภาษาเดิมใช้ ชร ไทยใช้รูป "ทร" และออกเสียง "ซอ" เช่น ทรง ทรวง ทรามฯลฯ
3. คำที่รับมาจากภาษาสันสกฤตซึ่งในภาษาเดิมใช้ ทร ไทยใช้รูป "ทร" และออกเสียง "ซอ" เช่น ทรัพย์ พุทรา ฯลฯ
4. คำที่มาจากภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่ออกเสียงซอ ใช้ "ซ" เช่น เซียมซี ซ่าหริ่ม ซุป เซลล์ ฯลฯ
ใน ภาษาไทยเราใช้ รร แทนเสียง อะ ในมาตราอื่นๆและแทนเสียงในแม่กน แทนเสียงอะเช่น วรรค สรรพ กรรม ธรรม แทนเสียง อัน เช่น วรรณ สรร สวรรค์ จรรยา พรรณ
1. ใช้ในคำแผลงที่แผลงมาจาก ประ คระ กระ เช่น บรรทม บบรจุ ครรไล บรรจง กรรชิง
2. ใช้ในคำแผลงที่แผลงมาจากคำที่มีตัวสะกดเป็นอย่างอื่น เช่น ภรรยา มรรค บรรยาย บรรษัท ฯลฯ
3. ใช้เขียนคำที่รับมาจากภาษาสันสกฤต ซึ่งมีรูปศัพท์เดิม เป็น ร เรผะ เช่น กรรม ธรรม วรรค ฯลฯ
ในภาษาไทยมีคำอยู่จำนวนหนึ่งที่ออกเสียง "ซ" แต่เขียนเป็น 2 รูป คือ "ซ" และ "ทร" 

หลักการใช้ "ซ"และ "ทร" มีดังนี้
1. คำไทยแท้ที่ออกเสียง ซอ มักใช้ "ซ" เช่น ซด ซน ซบ ฯลฯ
2. คำที่รับมาจากภาษาเขมรซึ่งในภาษาเดิมใช้ ชร ไทยใช้รูป "ทร" และออกเสียง "ซอ" เช่น ทรง ทรวง ทรามฯลฯ
3. คำที่รับมาจากภาษาสันสกฤตซึ่งในภาษาเดิมใช้ ทร ไทยใช้รูป "ทร" และออกเสียง "ซอ" เช่น ทรัพย์ พุทรา ฯลฯ
4. คำที่มาจากภาษาต่างประเทศอื่นๆ ที่ออกเสียงซอ ใช้ "ซ" เช่น เซียมซี ซ่าหริ่ม ซุป เซลล์ ฯลฯ

ทดสอบการอ่านภาษาไทย

ทดสอบการอ่านภาษาไทย

ฝนตกปรอยกรกนกคนตลกชวนดวงกมลคนผอมรอชมภมรดมดอมดอก ขจรสองคนชอบจอดรถตรงตรอกยอมทนอดนอนอดกรนรอยลภมรดมดอกหอมบนขอนตรงคลองมอญลมบน หวนสอบจนปอยผมปรกคอสองสมรสมพรคนจรพบสองอรชรสมพรปองสองสมรยอมลงคลองลอยคอมอง สองอรชรมองอกมองคอมองผมมองจนสองคนฉงนสมพรบอกชวนสองคนถอนสมอลงชลลองสองหนสอง อรชรถอยหลบสมพรวอนจนพลพรรคสดสวยหมดสนกรกนกชวนดวงกมลชงนมผงรอชมภมรบนดอนตรง จอมปลวก




  ฝนตก ปรอย กรกนก คน ตลก ชวน ดวง กมล คน ผอม รอ ชม ภมร ดม ดอม ดอกขจร สอง คน ชอบ จอด รถ ตรง ตรอก ยอม ทน อด นอน อด กรน  รอ ยล ภมร ดม ดอก หอม บน ขอน ตรง คลอง มอญ ลม บน หวน สอบ จน ปอย ผม ปรก คอ สอง สมร สมพร คนจร พบ สอง อรชร สมพร ปอง สอง สมร ยอม ลง คลอง ลอย คอ มอง สอง อรชร มอง อก มอง คอ มอง ผม มอง จน สอง คน ฉงน สมพร บอก ชวน สอง คน ถอน สมอ ลง ชล ลอง สอง หน สอง อรชร ถอย หลบ สมพร วอน จน พล พรรค สด สวย หมด สน กรกนก ชวน ดวง กมล ชง นม รอ ชม ภมร บน ดอน ตรง จอม ปลวก

คำราชาศัพท์

คำราชาศัพท์

คำ ราชาศัพท์ถ้าแปลตามรูปศัพท์ หมายถึง ศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ คำราชาศัพท์ใช้กับระมหากษัตริย์ เจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ พระสงฆ์และคนสุภาพ ราชาศัพท์เป็นวัฒนธรรมทางภาษาที่ชาวไทยใช้สื่อสารกับบุคคลดังกล่าวด้วยความ เชื่อและการยกย่องมาแต่โบราณกาล
คำราชาศัพท์
ความหมายของคำราชา ศัพท์ คำราชาศัพท์ คือ คำสุภาพที่ใช้ให้เหมาะสมกับฐานะของบุคคลต่างๆ คำราชาศัพท์เป็นการกำหนดคำและภาษาที่สะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมอันดีงามของ ไทย แม้คำราชาศัพท์จะมีโอกาสใช้ในชีวิตน้อย แต่เป็นสิ่งที่แสดงถึงความละเอียดอ่อนของภาษาไทยที่มีคำหลายรูปหลายเสียงใน ความหมายเดียวกัน และเป็น ลักษณะพิเศษของภาษาไทย โดยเฉพาะ ซึ่งใช้กับบุคคลกลุ่มต่างๆ ดังต่อไปนี้
1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
2. พระบรมวงศานุวงศ์
3. พระภิกษุสงฆ์ สามเณร
4. ขุนนาง ข้าราชการ
5. สุภาพชน
บุคคลในกลุ่มที่ 1 และ 2 จะใช้ราชาศัพท์ชุดเดียวกัน เช่นเดียวกับบุคคลในกลุ่มที่ 4 และ 5 ก็ใช้คำราชาศัพท์ในชุดเดียวกันและเป็นคำราชาศัพท์ที่เราใช้อยู่เป็นประจำใน สังคมมนุษย์เราถือว่าการให้เกียรติแก่บุคคลที่เป็นหัวหน้าชุมชน หรือผู้ที่ชุมชนเคารพนับถือนั้น เป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของมนุษยชาติ ทุกชาติ ทุกภาษา ต่างยกย่องให้เกียรติแก่ผู้เ ป็นประมุขของชุมชนด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นแทบทุกชาติ ทุกภาษาจึงต่างก็มี คำสุภาพ สำหรับใช้กับประมุขหรือผู้ที่เขาเคารพนับถือ จะมากน้อยย่อมสุดแต่ขนบประเพณีของชาติ และจิตใจของประชาชนในชาติว่ามีความเคารพในผู้เป็นประมุขเพียงใด เมืองไทยเราก็มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของชาติ และพระประมุขของเรา แต่ละพระองค์ทรงพระปรีชาสามารถ จึงทำให้ประชาชนส่วนใหญ่มีความ เคารพสักการะอย่างสูงสุดและมีความจงรกภักดีอย่างแนบแน่นตลอดมานับตั้งแต่ โบราณกาลจนถึงปัจจุบันคำราชาศัพท์เริ่มมีมาตั้งแต่สมัยใด ในแหล่งอ้างอิงบางฉบับได้ให้ข้อสันนิษฐานไว้ว่า คนไทยเริ่มใช้คำราชาศัพท์ในรัชสมัยพระธรรมราชาลิไท พระร่วงองค์ที่ 5 แห่งสุโขทัย เพราะศิลาจารึกต่างในแผ่นดินนั้น รวมทั้งบทพระราชนิพนธ์ของท่าน คือ ไตรภูมิพระร่วง ปรากฏว่ามีคำราชาศัพท์อยู่หลายคำ เช่น ราชอาสน์ พระสหาย สมเด็จ ราชกุมาร เสด็จ บังคม เสวยราชย์ ราชาภิเศก เป็นต้น
บางท่านกล่าวว่า คำราชาศัพท์นั้นเริ่มใช้ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เพราะพระปฐมบรมกษัตริย์ที่ทรงสร้างกรุงศรีอยุธยา ทรงนิยมเขมร ถึงกับเอาลัทธิและภาษาเขมรมาใช้ เช่น เอาคำว่า "สมเด็จ" ซึ่งเขมรใช้เป็นคำนำพระนามพระเจ้าแผ่นดินมาเป็นคำนำพระนามของพระองค์ และใช้ภาษาเขมรเป็นราชาศัพท์
และจากหลักฐานที่พบข้อความในศิลาจารึกวัดศรีชุม กล่าวถึงเรื่องตั้งราชวงศ์และเมืองสุโขทัยตอนหนึ่งมีความว่า "พ่อขุนผาเมืองจึงอภิเสกพ่ขุนบางกลางหาวใหเมืองสุโขไท" คำว่า "อภิเษก" นี้เป็นภาษาสันสกฤต ไทยเรารับมาใช้สำหรับพิธีการแต่งตั้งตำแหน่งชั้นสูง จึงอยู่ในประเภทราชาศัพท์ และพิธีนี้มีมาตั้งแต่ราชวงศ์สุโขทัย จึงน่าสงสัยว่าในสมัยนั้นอาณาจักรสุโขทัยนี้ ก็คงจะมีการใช้คำราชาศัพท์บางคำกันแล้ว

ประโยชน์ของการเรียนรู้คำราชาศัพท์
เพราะเหตุที่ว่าสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นสถาบันที่สูงสุดของประเทศมาแต่ โบราณ พระเจ้าแผ่นดินทรงใกล้ชิดกับประชาชนอย่างแนบแน่นประการหนึ่ง คำราชาศัพท์นั้นเป็นแบบอย่างวัฒนธรรมอันดีทางด้านการใช้ภาษาไทยประการหนึง และการอ่านหรือศึกษาวรรณคดีก็ดี การรับสารสื่อมวลชนในปัจจุบันก็ดี เหล่านี้ล้วนต้องมีคำราชาศัพท์เกี่ยวข้องอยู่ด้วยเสมออีกประการหนึ่ง ดังนั้นการเรียนรู้คำราชาศัพท์จึงเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ทั้งทางตรงและทาง อ้อมมากมาย ดังจะเห็นได้ดังต่อไปนี้
ประโยชน์ทางตรง
เป็นประโยชน์ที่เกิดจากการตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้า อันได้แก่
1. ประโยชน์จากการใช้คำราชาศัพท์ถูกต้อง ที่เรียกว่าใช้คำราชาศัพท์ถูกต้องนั้น คือ ถูกต้องตามบุคคลที่ใช้ว่าบุคคลใดควรใช้ราชาศัพท์ขั้นไหน อย่างไร ประการหนึ่ง ถูกต้องตามโอกาส คือ โอกาสใดใชคำราชาศัพท์หรือไม่เพียงใด ประการหนึ่ง และถูกต้องตามวิธีการใช้คือ ใช้ถูกต้องตามแบบแผนที่นิยมนั้นก็อีกประการหนึ่ง การใช้ราชาศัพท์ต้องใช้ทั้งความรุ้และประสบการณ์เป็นดุลยพินิจให้ถูกต้อง
2. ประโยชน์จากการเข้าใจที่ถูกต้อง ไม่ว่าจากการอ่านหนังสือประเภทต่างๆ เช่น วรรณกรรมทั่วไป วรรณคดี หนังสือพิมพ์ สิ่งพิมพ์ทั้งหลาย โทรทัศน์ วิทยุ ตลอดจนสิ่งบันเทิงทั้งหลาย มีภาพยนต์ ละคร โขน ลิเก เป็นต้น เพราะการรับรู้ รับฟัง บางครั้งต้องมีสิ่งที่เรียกว่า คำราชาศัพท์ร่วมอยู่ด้วยเสมอ ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

ประโยชน์โดยทางอ้อม
เป็นประโยชน์ผลพลอยได้ แม้ตั้งเป้าหมายไว้ล่วงหน้าหรือไม่ตั้งเป้าหมายไว้ก็ตาม คือ เมื่อรู้คำราชาศัพท์ดี ถูกต้อง ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่มีคำราชาศัพท์เข้าใจผลประโยชน์พลอยได้ ก็จะเกิดขึ้นเสมอ ดังนี้
1. ธำรงรักษาวัฒนธรรมอันดีงานของชาติไว้ คือ รักษาให้คงอยู่ไม่เสื่อมสูญ ถือเป็นการธำรงรักษาวัฒนธรรมและความมั่นคงของประเทศชาติ
2. เพิ่มความมีเสน่ห์ในตัวบุคคล คือ บุคคลผู้รู้และใช้คำราชาศัพท์ได้อย่างถูกต้อง เป็นการแสดงออกซึ่งความมีวัฒนธรรมอันดีงามทางภาษา

[แก้ไข] คำราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ลำดับพระราชอิสริยศักดิ์พระบรมราชวงศ์
1. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว , สมเด็จพระบรมราชินีนาถ
2. สมเด็จพระบรมราชินี , สมเด็จพระบรมราชชนนี , สมเด็จพระยุพราช , สมเด็จพระสยามบรมราชกุมารี
3. สมเด็จเจ้าฟ้า
4. พระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
5. พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
6. พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า
7. หม่อมเจ้า
มูลเหตุที่ทำให้เกิดมีคำราชาศัพท์
คือ ต้องการยกย่องให้เกียรติดังนั้นการศึกษาเรื่องคำราชศัพท์ นี้ จึงแบ่งเป็น 2 ตอน ใหญ่ๆคือ ตอนที่ 1 ศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ ตอนที่ 2 ศัพท์สำหรับพระภิกษุสงฆ์ ราชาศัพท์สำหรับพระมหากษัตริย์
• คำนามที่เป็นชื่อสิ่งของสำคัญที่ควรยกย่อง มีคำเติมหน้า ได้แก่ พระบรมมหาราช พระบรมมหา พระบรมราช พระบรม พระอัคราช พระอัคร และพระมหา เช่น พระบรมมหาราชวัง พระบรมมหาชนกพระบรมราชชนนี พระบรมราชวงศ์ พระบรมอัฐิ พระบรมโอรสาธิราช พระอัครชายา พระมหาปราสาท พระมหาเศวตฉัตร เป็นต้น
• คำนามเป็นชื่อสิ่งสำคัญรองลงมา นำหน้าด้วยคำ“พระราช” เช่น พระราชวังพระราชวงศ์ พระราชทรัพย์ พระราชลัญจกร เป็นต้น
• คำนามเป็นชื่อของสิ่งสามัญทั่วไปที่ไม่ถือว่าสำคัญส่วนใหญ่เป็นคำบาลี สันสกฤต เขมร และคำไทยเก่า แต่บางคำก็เป็นคำไทยธรรมดานำหน้าด้วยคำ “พระ” เช่น พระกร พระบาทพระโรค พระฉาย พระแท่น พระเคราะห์ เป็นต้น คำนามใดที่เป็นคำประสม มีคำ “พระ” ประกอบอยู่แล้ว ห้ามใช้คำ “พระ” นำหน้าซ้อนอีก เช่น พานพระศรี (พานหมาก) ขันพระสาคร (ขันน้ำ) เป็นต้น
• คำนามที่เป็นชื่อสิ่งไม่สำคัญและคำนั้นมักเป็นคำไทย นำหน้าด้วยคำว่า “ต้น” เช่น ม้าต้น ช้างต้น เรือนต้น และนำหน้าด้วย “หลวง” เช่น ลูกหลวง หลานหลวง รถหลวง เรือหลวง สวนหลวง ส่วน “หลวง” ที่แปลว่าใหญ่ ไม่จัดว่าเป็นราชาศัพท์ เช่นภรรยาหลวง เขาหลวง ทะเลหลวง เป็นต้น นอกจากคำว่า “ต้น” และ “หลวง” ประกอบท้ายคำแล้ว บางคำยังประกอบคำอื่นๆ อีก เช่น รถพระที่นั่ง เรือพระที่นั่ง รถทรง เรือทรง ม้าทรง ช้างทรง น้ำสรง ห้องสรง ของเสวย โต๊ะเสวย ห้องบรรทม เป็นต้น
• ศัพท์สำหรับเจ้านายหรือพระบรมวงศานุวงศ์ คือตั้งแต่สมเด็จพระบรมราชินีลงไปถึงหม่อมเจ้า
• ใช้พระราชนำหน้า เช่น พระราชเสาวนีย์ พระราชประวัติ พระราชดำรัlส พระราชกุศล พระราโชวาท พระราโชบาย เป็นต้น
• ใช้พระนำหน้า เช่น พระเศียร พระองค์ พระหัตถ์ พระทัย พระบาท เว้นแต่หม่อมเจ้าไม่ใช้ “พระ” นำหน้า ใช้ว่า เศียร องค์ หัตถ์ หทัย บาท เป็นต้น
• คำนามราชาศัพท์สำหรับเจ้านายอยู่ในตัว ไม่ต้องใช้คำนำหน้าหรือคำต่อท้าย เช่น วัง ตำหนัก ดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น

คำราชาศัพท์น่ารู้


ธรรมชาติภาษา

ธรรมชาติภาษา

มนุษย์ แต่ละชาติแต่ละกลุ่ม หรือแต่ละเผ่าจะมีการกำหนดเสียงที่ใช้สื่อสารกัน เพื่อสื่อความหมายเป็นภาษา ภาษาจึงเป็นสิ่งที่สังคมร่วมกันกำหนดขึ้น ที่จะให้เสียงใดมีความหมายอย่างใด ด้วยเหตุนี้ เสียงในภาษาแต่ละภาษาจึงต่างกัน เช่น เสียงในภาษาไทย ประกอบด้วย เสียงพยัญชนะ เสียงสระ และเสียงวรรณยุกต์ ขณะที่ในภาษาอังกฤษจะไม่มีเสียงวรรณยุกต์ เป็นต้น
ธรรมชาติของภาษา
ประเภท ของภาษาภาษาเป็นเครื่องหมายที่มนุษย์กำหนดขึ้นมาอย่างมีระบบเพื่อใช้ติดต่อ สื่อสารกันในแต่ละกลุ่ม แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ 1. วัจนภาษา 2. อวัจนภาษา
• วัจนภาษา คือ ภาษาที่เป็นถ้อยคำสำหรับใช้สื่อสารทั้งที่เป็นคำพูดหรือเป็นตัวหนังสือ
• อวัจนภาษา คือ ภาษาที่ไม่เป็นถ้อยคำ เป็นการสื่อสารกันโดยใช้กิริยาท่าทางหรือเครื่องหมายสัญลักษณ์ต่างๆ
ลักษณะทั่วไปหรือลักษณะสากลของภาษา
แบ่งออกเป็น 3 ประเด็น คือ
1. ภาษาใช้เสียงสื่อความหมาย เช่น : - แม่ (ไทย), mother (อังกฤษ) ฯลฯ
2. ภาษาประกอบด้วยหน่วยเล็กไปจนถึงหน่วยใหญ่ เช่น : - เสียง (สระ, พยัญชนะ, วรรณยุกต์) >>> พยางค์ >>> คำ ? กลุ่มคำ >>> ประโยค >>> เรื่องราว
3. ภาษามีการเปลี่ยนแปลง ได้แก่ :
• เปลี่ยนจากการพูดจาในชีวิตประจำวัน เช่น : - หมากม่วง >>> มะม่วง, สิบเอ็ด >>> สิบเบ็ด, นกจอก >>> นกกระจอก, โจน >>> กระโจน
• เปลี่ยนเนื่องจากอิทธิพลของภาษาต่างประเทศ เช่น : - ทับศัพท์ภาษาอังกฤษ ได้แก่ ฟุตบอล คอมพิวเตอร์ เทคนิค ฯลฯ หรือการนำสำนวนภาษาต่างประเทศมาใช้ ได้แก่ สนใจใน … , เข้าใจใน … , ในความคิดของ ฉัน … , ทุกสิ่งทุกอย่าง … ฯลฯ
• เปลี่ยนแปลงตามสภาพแวดล้อม เช่น : - พูดตามสมัย ได้แก่ : - กิ๊ก ปิ๊ง ฯลฯ หรือเลียนเสียงเด็ก ได้แก่ : - ม่ายอาว (ไม่เอา), อาหย่อย (อร่อย) ฯลฯ
">

สุภาษิต

สุภาษิต หรือ ภาษิต  หมายถึง ถ้อยคำที่กล่าวแนะนำ  สั่งสอน เตือนสติ ด้วยหลักความจริง ส่วนมากเป็นคำคล้องจอง  มีการสืบทอดมาแต่โบราณและแต่ละชุมชน กระทั่งแต่ละเหล่าอาชีพก็มีสำนวนของใครของมันคล้ายกันบ้าง แตกต่างกันไปบ้าง ทั้งนี้เพราะที่มาไม่เหมือนกันแต่โดยความหมายมักเทียบเคียงกันได้ แม้แต่ภาษาต่างวัฒนธรรมก็ยังมีส่วนคล้ายกันในทางอุปมา 

ตัวอย่างสุภาษิตไทย

         จงเอาเยี่ยงกา แต่อย่าเอาอย่างกา หมายความว่า ควรเอาแบบอย่างในสิ่งที่ดีเท่านั้น สิ่งที่ไม่ดีก็ไม่ควรทำตาม เหมือนกามีความขยันตื่นแต่เช้าเพื่อบินไปหาอาหาร เป็นคุณลักษณะที่มนุษย์ควรถือเป็นแบบอย่าง แต่ในทางที่ไม่ดีของกาที่ไม่ควรเอาแบบอย่างก็คือ กามีนิสัยขี้ลักขี้ขโมย
          ถ่มน้ำลายรดฟ้า  ใช้เป็นความ หมายถึง  คนที่คิดร้ายหรือดูหมิ่นบุคคลที่สูงกว่า  คำว่า  "ถ่มน้ำลาย"  เป็นที่เข้าใจกันทั่วไปเกือบทุกชาติแล้วว่า  คือการแสดงกิริยาดูถูกดูหมิ่น  และมักใช้เป็นกิริยาแสดงออกให้อีกฝ่ายเห็นได้ชัด  แตกต่างกับลักษณะของการ  "บ้วนน้ำลาย"  เมื่อพูดว่า  "ถ่มน้ำลายรดฟ้า"  ก็หมายถึง การถ่มน้ำลายขึ้นไปที่สูงคือฟ้า น้ำลายนั้นก็ย่อมจะตกลงมาถูกหน้าตาของตนเอง ความหมายจึงอยู่ที่ว่า  การดูหมิ่น  หรือคิดร้ายต่อบุคคลที่สูงกว่าหรือที่เคารพทั่วไป  มักจะกลับเป็นผลร้ายหรืออภัยแก่ตนเองได้